ประเด็นสารรณรงค์วันเบาหวานโลกปี 2561


                            โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลกซึ่งในปัจจุบันความชุกของโรคเบาหวานทั่วโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ สหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติรายงานว่าในปี พ.ศ. 2560 มีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก 425 ล้านคน และคาดว่าในปี พ.ศ. 2588 จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก จะเพิ่มขึ้นเป็น 629fล้านคน องค์การอนามัยโลกระบุว่าจำนวนผู้ป่วยเบาหวานจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปี 2030 และจะมีผู้เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานเป็น 3.2 ล้านคน ในแต่ละปี ซึ่งคิดเป็น 6 คน ในทุกๆ 1 นาที และพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ส่วนในประเทศไทยจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 5 ในปี 2557fพบว่าความชุกของโรคเบาหวาน ของประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป เท่ากับร้อยละ 8.9 (คิดเป็นผู้ป่วยเบาหวาน 4.8 ล้านคน) เพิ่มจากปี 2552 ร้อยละ 6.9 (คิดเป็นผู้ป่วยเบาหวาน 3.2 ล้านคน) ความชุกของผู้ที่มีความผิดปกติของน้ำตาลในเลือดตอนเช้าขณะอดอาหาร เท่ากับร้อยละ 15.6 และผู้ป่วยเบาหวานร้อยละ 43.2 ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อนและไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคเบาหวาน อีกทั้งยังพบว่ามากกว่าร้อยละ 70 ของการเสียชีวิตทั้งหมด มีสาเหตุมาจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งรวมถึงโรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพการควบคุมอาหารfและการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งครอบครัวเป็นกุญแจสำคัญในการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2
                             ปัจจุบันประชาชน 1 ใน 2 คน ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งการวินิจฉัยและการรักษาระยะแรกเป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานและการมีสุขภาพที่ดีและครอบครัวมีอิทธิพลต่อโรคเบาหวานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใส่ใจดูแลถึงสัญญาณเตือน อาการ และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาระยะเริ่มแรก ดังนั้นหากผู้ป่วยเบาหวานสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกก็จะช่วยลดและชะลอ หรือป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนได้
รณรงค์วันเบาหวานโลก
                             สหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation; IDF) ได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลก (World diabetes day) และกำหนดประเด็น (Theme) การรณรงค์วันเบาหวานโลก ในปี 2561 คือ
                                                                                                “The Family and Diabetes”
                           ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยได้กำหนดประเด็น (Theme) ในการรณรงค์วันเบาหวานโลกปี 2561 ให้สอดคล้องกับสหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ คือ 
                                                                              “เพราะครอบครัวเป็นส่วนสำคัญในการรักษาเบาหวาน” 
                          จากประเด็นการรณรงค์ สหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติและกระทรวงสาธารณสุขได้เห็นถึงความสำคัญของครอบครัวกับการรักษาโรคเบาหวาน เนื่องจากโรคเบาหวานมีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวอย่างมากสมาชิกในครอบครัวต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้สมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคเบาหวานดูแลตนเองได้ดีขึ้น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในครอบครัว ทำให้เกิดผลดีทั้งผู้ป่วยและสมาชิกคนอื่นในครอบครัว
โรคเบาหวาน
                          โรคเบาหวาน เป็นความผิดปกติทางเมแทบอลิซึม ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือระดับน้ำตาลในเลือดสูงอันเนื่องมาจากความบกพร่องในการหลั่งอินซูลิน หรือการออกฤทธิ์ของอินซูลิน หรือทั้งสองอย่างร่วมกันการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานทำให้เกิดการทำลายการเสื่อมสมรรถภาพ และการล้มเหลวในการทำงานของอวัยวะต่างๆ เป็นผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่สำคัญ ได้แก่ ตา ไต ปลายประสาท หัวใจและหลอดเลือด
                          ปัจจุบันประเทศไทยใช้เกณฑ์ระดับน้ำตาลที่ ≥ 126 มก./ดล. เป็นค่าของน้ำตาลในเลือดหลังจากการอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมงแนวทางในการป้องกันควบคุมโรคเบาหวานสำหรับสมาชิกในครอบครัว
                         1. การรับประทานอาหารควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ที่ไม่มีน้ำตาลสูงเป็นหลัก
                         2. ไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
                         3. ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม โดยค่าดัชนีมวลกายให้อยู่ระหว่าง 18.5 – 25 กิโลกรัม/ตารางเมตรคุมรอบเอวโดยเพศชายไม่เกิน
                            90 เซนติเมตร และเพศหญิงไม่เกิน 80 เซนติเมตร
                        4. ดำเนินวิถีชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวกระฉับกระเฉง และควรออกกำลังกายอย่างน้อยที่สุด 30 นาที/วัน 5 ครั้ง/สัปดาห์
                        5. ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เพื่อให้จิตใจสดชื่น ผ่อนคลาย ช่วยกันจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม
                        6. ถ้ามีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานควรดูแล ใส่ใจ เรื่องการควบคุมอาหาร, การรับประทานยา,
                           การเข้ารับการตรวจตามนัด และสังเกตอาการผิดปกติเบื้องต้น ได้แก่ ป้องกันการเกิดบาดแผลโดยเฉพาะที่เท้าและอาการน้ำตาล                            ในเลือดต่ำ เป็นต้น
                        7. หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยต่อไป
                           – ปัสสาวะบ่อยและมาก เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินขีดจำกัดของไต คือ 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ทำให้น้ำตาลถูกขับออกทางปัสสาวะและดึงเอาน้ำออกมาด้วย เนื่องจากเกิดออสโมติคไดยูเรซิส (osmotic diuresis) บริเวณท่อไต น้ำจึงเข้ามาบริเวณนี้มาก ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการปัสสาวะบ่อย และนาน
                          – คอแห้ง กระหายน้ำ เมื่อร่างกายเสียน้ำ เนื่องจากปัสสาวะบ่อยและมาก ศูนย์ควบคุมกระหายน้ำ ถูกกระตุ้น ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ผู้ป่วยเบาหวานจึงดื่มน้ำมาก
                         – หิวบ่อย กินจุ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้ จึงมีการสลายเนื้อเยื่อ ส่วนต่างๆ มาใช้เป็นพลังงานเพื่อชดเชยภาวะนี้ ทำให้มีอาการหิวบ่อย รับประทานอาหารมาก
                         – น้ำหนักลด เนื่องจากต้องสลายไขมันและโปรตีนที่เก็บสะสมไว้ในเนื้อเยื่อไปใช้เป็นพลังงานทดแทน  กลูโคส ทำให้มีการสูญเสียเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อฝ่อ ลีบ น้ำหนักลดลง
                        – เป็นแผลง่ายและหายยาก เนื่องจากอัตราการสร้างโปรตีนลดลงในขณะที่อัตราการสลายโปรตีนเพิ่มขึ้น ทำให้การซ่อมแซมเนื้อเยื่อเกิดขึ้นช้า และอาจมีอาการเนื้อเน่าตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้าเนื่องจากหลอดเลือดตีบตันและปลายประสาทเสื่อม
                        – คันตามผิวหนัง เนื่องจากผิวแห้ง หรือเป็นเชื้อราบริเวณซอกอับของร่างกาย เช่น ขาหนีบ อวัยวะเพศ เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ
                       – ตามัว ชาตามปลายมือปลายเท้า และความรู้สึกทางเพศลดลง เนื่องจากความเสื่อมของปลายประสาท
                   8. ให้หมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือด และปัสสาวะเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
แนวทางในการดำเนินงานกิจกรรมของสถานบริการสาธารณสุข ดังนี้
                       1. กระตุ้น และสนับสนุนการคัดกรองโรคเบาหวานในประชากรอายุ 35 ปีขึ้นไป
                       2. สนับสนุน และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เพิ่มกิจกรรมทางกาย และส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ
                       3. สร้างความตระหนักและการรับรู้ด้านสุขภาพ (Health literacy) โดยจัดกิจกรรมรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ 
                           ประชาชนเกี่ยวกับโรคเบาหวาน เช่น ปัจจัยเสี่ยง สัญญาณเตือน การป้องกัน การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วย โดยเน้นความสำ คัญของ
                           ครอบครัวที่ทำ ให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
                       4. การประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุ โทรทัศน์ เสียงตามสายในชุมชนหรือสื่อต่างๆ
                       5. สร้างความร่วมมือกับเครือข่าย หน่วยงานทั้งในและนอกกระทรวงสาธารณสุข และองค์กรเอกชนในการป้องกันโรคเบาหวาน ร่วม
                           กับสร้างความเข้มแข็ง สานต่อกิจกรรมต่างๆให้มีความต่อเนื่อง เข้าถึงชุมชนเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อส่งเสริมการดูแล 
                           สุขภาพให้เกิดผลสำเร็จและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด
                       6. สนับสนุนสร้างแรงจูงใจให้กับบุคคลและครอบครัว เช่น จัดให้มีการประกวด มอบโล่หรือรางวัลสำหรับกิจกรรมการดูแลตนเอง
                           และครอบครัว เป็นต้น